นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท โอริโค่ ออโต้ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (“บริษัทฯ” ) เคารพในสิทธิและให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นอย่างยิ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้บริการและพัฒนาการให้บริการด้านต่างๆ  บริษัทฯ จึงตระหนักถึงความรับผิดชอบของบริษัทฯ ในการเก็บรวบรวม ใช้ ประมวลผล และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่บริษัทฯ ได้รับอนุญาตจากท่าน ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทฯ ให้คำมั่นต่อการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งได้แก่ข้อมูลใด ๆ ที่สามารถระบุตัวตนของท่านได้ในฐานะปัจเจกบุคคลไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

ดังนั้น เพื่อให้ได้เข้าใจถึงขั้นตอน แนวทาง รวมถึงวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ในการจัดเก็บรวบรวม ใช้ ประมวลผล และหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทฯ จึงได้กำหนดนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“นโยบาย”) ให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

 

1. คำนิยาม

 

เว้นแต่ในนโยบายฉบับนี้จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้คำดังต่อไปนี้มีความหมายดังนี้

“ท่าน” หมายถึง บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ลูกค้า , ผู้เช่าซื้อ , ผู้ขอสินเชื่อ , ผู้ค้ำประกัน หรือผู้ขอใช้บริการด้านอื่นๆ ของบริษัทฯ หรือบุคคลอื่นใดในการสร้างความสัมพันธ์กับบริษัทฯ และคู่ค้าของบริษัทฯ รวมถึงผู้ขายสินค้า/บริการให้กับบริษัทฯ
“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม

 

2. ขอบเขตของนโยบายฉบับนี้

 

ขอให้ท่านได้ทราบว่า 

2.1 นโยบายฉบับนี้จะอธิบายวิธีที่บริษัทฯ จัดการและปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562  และหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

2.2 ข้อตกลงและเงื่อนไขตามนโยบายฉบับนี้อยู่ภายใต้การบังคับใช้และตีความตามกฎหมายไทยแห่งราชอาณาจักรไทย หากมีข้อพิพาทใด ๆ ที่เกี่ยวข้องให้อยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินคดีของศาลไทย

2.3 บริษัทฯ ไม่มีนโยบายในการรวบรวม จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้เยาว์ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี

2.4 นโยบายฉบับนี้ ถูกจัดทำขึ้นด้วย 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ ในกรณีที่มีเนื้อความขัดแย้งกัน หรือมีการตีความในสองภาษาที่แตกต่างกัน ให้ใช้ข้อความในฉบับภาษาไทยเป็นหลัก

 

3. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

 

บริษัทฯ มีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลละเอียดอ่อนของท่าน เช่น

3.1 ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ จัดเก็บ เช่น ชื่อ ชื่อกลาง (ถ้ามี) นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวอื่น ๆ สถานภาพ หมายเลขติดต่อ วันเดือนปีเกิด เพศ ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่สถานที่ทำงาน อีเมลแอดเดรส หมายเลขบัตรเครดิต หมายเลขบัญชีธนาคาร ข้อมูลด้านการเงินและสุขภาพ

3.2 ในกรณีที่ท่านเข้าเยี่ยมชมเว็บไซค์ของบริษัทฯ เว็บไซค์จะเก็บข้อมูล เช่น ไอพีแอดเดรส ประเภทของเบราว์เซอร์ ประวัติเว็บไซต์ที่เยี่ยมชม เวลาการเข้าใช้งาน

3.3 บริษัทฯ จะเก็บรวบรวม ใช้ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ให้ไว้ผ่านทางเว็บไซค์บริษัทฯ ซึ่งได้แก่ ชื่อ ชื่อกลาง (ถ้ามี) นามสกุล หมายเลขติดต่อ https://www.oalt.co.th/contactus

3.4 เอกสารที่ท่านเป็นผู้ส่งมอบให้กับบริษัทฯ เช่น สำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรประจำตัวอื่น ๆ  สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองเงินเดือน และเอกสารอื่น ๆ ที่ระบุข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

3.5 ข้อมูลที่บริษัทฯ ได้รับจากท่านเมื่อท่านกรอกข้อมูลในใบคำขอเช่าซื้อ  ใบคำรับรองของผู้ค้ำประกัน หรือแบบฟอร์มอื่นๆ เพื่อประกอบการขอใช้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทฯ หรือ  เช่น ชื่อ ชื่อกลาง (ถ้ามี) นามสกุล หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวอื่นๆ สถานภาพ หมายเลขติดต่อ วันเดือนปีเกิด เพศ ที่อยู่ไปรษณีย์ อีเมล ข้อมูลด้านการเงินและสุขภาพ และรวมถึงชื่อ นามสกุล บุคคลอ้างอิงและข้อมูลส่วนบุคคลของคู่สมรส (ถ้ามี)

3.6 ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมของท่านกับบริษัทฯ หรืออื่นๆ เช่น ข้อมูลกรมธรรม์ ข้อมูลความคุ้มครองของกรมธรรม์ เบี้ยประกันภัย และประวัติการชำระเงินซึ่งรวมถึง หมายเลขบัญชีธนาคารหรือข้อมูลการธนาคารหรือการชำระเงินอื่นๆ รวมทั้งวันที่และเวลาที่ชำระเงิน

3.7 ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ ได้รับจากท่านเมื่อท่านกรอกข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในแบบฟอร์มของบริษัทฯ  และเอกสารที่ท่านส่งมอบให้บริษัทฯ สำหรับการเป็นคู่ค้ากับทางบริษัทฯ เช่น ชื่อ ชื่อกลาง (ถ้ามี) นามสกุล หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่น ๆ หมายเลขติดต่อ วันเดือนปีเกิด เพศ ที่อยู่ อีเมลแอดเดรส หมายเลขบัญชีธนาคาร

3.8 ข้อมูลส่วนบุคคลที่ทางบริษัทฯ ขอจากท่านโดยตรง และรวมถึงข้อมูลการสื่อสารกับท่าน

3.9 การบันทึกการติดต่อของท่านกับบริษัทฯ หรือ บันทึกการสนทนาเมื่อท่านติดต่อกับบริษัทฯ

3.10 ข้อมูลที่ท่านให้ไว้กับบริษัทฯ เมื่อท่านมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของบริษัทฯ หรือ เพื่อให้บริษัทฯ ติดต่อท่านกลับไป

3.11 สำหรับข้อมูลเอกสารที่ท่านเป็นผู้ขายสินค้า/บริการ โดยเป็นผู้ส่งมอบเอกสารให้กับบริษัทฯ เช่น สำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรประจำตัวอื่น ๆ  และเอกสารอื่น ๆ ที่ระบุข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

หมายเหตุ: ขอให้ท่านได้โปรดทราบว่า หากท่านได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้ง บริษัทฯ อาจมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจากแหล่งอื่นที่มีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งบริษัทฯ อาจมีความจำเป็นต้องขอข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ เท่าที่จำเป็น เช่น เชื้อชาติ ประวัติอาชญากรรม ประวัติทางการเงิน ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ เป็นต้น  เพื่อนำมาประกอบการใช้ ประมวลผลตามวัตถุประสงค์ [ข้อ 4. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวมรวม ใช้ ประมวลผล และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล]

 

 

4. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ ประมวลผล และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

 

4.1 บริษัทฯ เก็บรวบรวมประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อวัตถุประสงค์ใช้ในการบริหารจัดการภายในของบริษัทฯ ดังนี้

4.1.1 เพื่อทำการตลาดทางตรง (Direct marketing) เช่น เผชิญหน้า ผ่านทางอีเมล การส่งข้อความ หรือทางโทรศัพท์

4.1.2 เพื่อใช้ในการพัฒนา ทดสอบ และปรับปรุงเว็บไซต์/พอร์ทัลของบริษัท ฯ หรือ ระบบ หรือ กระบวนการอื่น ๆ ทั้งที่มีอยู่หรือของใหม่ เพื่อช่วยทำให้บริการได้ดีขึ้น ซึ่งในส่วนของระบบสารสนเทศและกระบวนการใหม่ๆ บริษัทฯ อาจนำข้อมูลเกี่ยวกับท่านมาใช้ในการทดสอบระบบสารสนเทศและกระบวนการใหม่นั้น เนื่องจากไม่สามารถนำเอาข้อมูลจำลองมาทดสอบการทำงานของระบบสารสนเทศใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

4.1.3 เพื่อใช้ในการศึกษา การทำรายงานทางสถิติและรายงานเชิงวิเคราะห์

4.1.4 เพื่อตรวจสอบให้เกิดการปฏิบัติตามนโยบายและขั้นตอนภายใน

4.1.5 เพื่อบริหารจัดการการสื่อสารและระบบอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ใช้ติดต่อ (รวมถึงฐานข้อมูลการติดต่อภายในบริษัท)

4.1.6 เพื่อตรวจสอบหรือตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและต่อข้อร้องเรียน

4.1.7 เพื่อเป็นไปตามข้อกฎหมายกำหนดไว้

4.1.8 เพื่อตรวจสอบป้องกันและตรวจสอบการกระทำที่ละเมิดกฎหมายภายใต้กฎหมายที่บังคับใช้

4.2 บริษัทฯ จะนำข้อมูลส่วนบุคคลตามแต่ละเจ้าของข้อมูล ที่ได้รวบรวมไว้ไปใช้ เพื่อวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

4.2.1 [เจ้าของข้อมูล ผู้เป็นลูกค้า/ผู้เช่าซื้อ]

(1) เพื่อวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อรถยนต์ หรือ การขอสินเชื่อกับบริษัทฯ
(2) เพื่อใช้ตรวจสอบยืนยันตัวตน ที่อยู่ของผู้ขอสินเชื่อ ในระหว่างการขอสินเชื่อ
(3) เพื่อประกอบการการวิเคราะห์สินเชื่อและความน่าเชื่อถือทางการเงิน
(4) เพื่อใช้การจัดทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หรือสัญญาสินเชื่ออื่นกับบริษัทฯ
(5) เพื่อใช้ในการติดต่อสำหรับการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการอื่น ๆ ของบริษัทฯ เช่น ผลิตภัณฑ์ Ocar Ocash รายการอัพเดทเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่นที่บริษัทฯ กำลังจะจัดขึ้น
(6) เพื่อใช้ดำเนินการเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ และ เป็นข้อมูลในการทำประกันการคุ้มครองสินเชื่อ
(7) เพื่อใช้ในการติดต่อบริษัทประกันภัย เช่น การติดตามกรมธรรม์ประกันภัย ค่าสินไหมทดแทน
(8) เพื่อใช้ในการติดต่อบริษัทประกันชีวิต เช่น การติดตามกรมธรรม์ชีวิต ค่าสินไหมทดแทน
(9) เพื่อการติดตามทวงถามหนี้
(10) เพื่อจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องๆ เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี จดหมายแจ้งเตือนต่อประกันภัย พรบ.รถยนต์ ภาษีรถประจำปี หรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมเช่าซื้อรถยนต์หรือสัญญาสินเชื่ออื่น
(11) เพื่อโอน รับโอน กรรมสิทธิ์รถยนต์ และเป็นข้อมูลในการดำเนินงานทะเบียนรถยนต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
(12) เพื่อให้บริษัทฯ สามารถปฏิบัติตามหน้าที่และสามารถบังคับตามสิทธิที่มีตามสัญญา ในกรณีผิดสัญญา
(13) เพื่อใช้โต้ตอบ การสอบถาม หรือการร้องเรียนของท่าน และเพื่อแก้ปัญหา ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การแจ้งยอดค้างชำระ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่
(14) เพื่อเป็นข้อมูลในการรับชำระเงินให้กับบริษัทฯ
(15) เพื่อจัดให้มีการตรวจสอบยืนยันตัวตนก่อนจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของข้อมูล เช่น งานด้านติดตามทวงถาม งานด้านทะเบียนรถยนต์ งานด้านประกันภัย/ประกันการคุ้มครองสินเชื่อ งานด้านการเงิน การยืนยันที่อยู่

4.2.2 [เจ้าของข้อมูล ผู้เป็นบุคคลอ้างอิง /คู่สมรสของลูกค้า/ผู้เช่าซื้อ]
เพื่อเป็นข้อมูลในการอ้างอิงประกอบการขอสินเชื่อ และ ใช้ในการติดต่อ/ใช้ข้อมูลในการตอบคำถาม

4.2.3 [เจ้าของข้อมูล ผู้เป็นผู้รับผลประโยชน์ของลูกค้า/ผู้เช่าซื้อ]
เพื่อใช้ในการติดต่อผู้รับผลประโยชน์ ตามกรมธรรม์ประกันภัย หรือกรมธรรม์ประกันชีวิต

4.2.4 [เจ้าของข้อมูล ผู้เป็นผู้ค้ำประกันลูกค้า/ผู้เช่าซื้อ]
เพื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้แก่ผู้ขอเช่าซื้อรถยนต์มือสอง และ/หรือ ผู้ค้ำประกันให้แก่ผู้ขอสินเชื่อกับบริษัทฯ

4.2.5 [เจ้าของข้อมูล ผู้เป็นคู่ค้ากับบริษัท]

(1) เพื่อใช้ในการอ้างอิงการตรวจสอบข้อมูลในการขอเป็นคู่ค้ากับบริษัทฯ
(2) เพื่อกิจกรรมส่งเสริมการขาย
(3) เพื่อดำเนินการชำระเงินเกี่ยวกับธุรกรรมเช่าซื้อรถยนต์ที่ทำกับบริษัท

4.2.6 [เจ้าของข้อมูล ผู้เป็นผู้ขายสินค้า/บริการให้กับบริษัท]
เพื่อยืนยันตัวตนของท่านก่อนที่บริษัทฯ จะทำการชำระเงิน และเป็นหลักฐานประกอบการชำระเงิน

4.3 การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ เป็นไปตามวัตถุประสงค์เบื้องต้น 

4.3.1 เพื่อการส่งเสริมด้านความปลอดภัยและปกป้องบุคคล สถานที่ ระบบ และทรัพย์สิน

4.3.2 เพื่อตรวจสอบให้เกิดการปฏิบัติตามนโยบายและขั้นตอนภายใน

4.3.3 เพื่อบริหารจัดการการสื่อสารและระบบอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ใช้งาน (รวมถึงฐานข้อมูลการติดต่อภายในบริษัท)

4.3.4 เพื่อตรวจสอบหรือตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดและต่อข้อร้องเรียน

5. การแบ่งปัน และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ ตระหนักและให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลของท่านเป็นอย่างยิ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

5.1 บริษัทฯ จะไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปเปิดเผยแก่บุคคลอื่น หรือองค์กรภายนอกต่าง ๆ เพื่อแสวงหาผลกำไรจากการขาย หรือแจกจ่ายข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างเด็ดขาด โดยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับ

5.2 ในกรณีที่ท่านให้ความยินยอมในการส่งต่อ การแบ่งปัน และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน บริษัทฯ อาจแบ่งปันข้อมูลของท่านไปยังบุคคลที่สามซึ่งสามารถกำหนดตัวตนได้แน่นอน ดังต่อไปนี้

5.2.1 กลุ่มบริษัทที่มีความเกี่ยวข้อง : บริษัทฯ อาจทำการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลของท่านภายในกลุ่มบริษัทของเรา ได้แก่  ผู้ถือหุ้นหลัก โอเรียนท์ คอร์เปอเรชั่น บริษัท โอริโค่ แมนเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ

5.2.2 บริษัทว่าจ้างภายนอก/คู่สัญญา/ผู้ให้บริการภายนอก/บุคคลที่สาม : ในกรณีที่บริษัทฯ ได้ทำการจ้างบริษัทว่าจ้างภายนอก/คู่สัญญา/ผู้ให้บริการภายนอก/บุคคลที่สาม  เพื่อดำเนินการใด ๆ อันจำเป็นใช้ และ/หรือจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน บริษัทฯ ได้กำหนดให้บริษัทว่าจ้างภายนอก/คู่สัญญา/ผู้ให้บริการภายนอก/บุคคลที่สามดำเนินการนั้น ๆ ป้องกันความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และต้องห้ามมิให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดนอกจากเพื่อวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในข้อตกลงระหว่างกัน ดังนี้
(1) บริษัทจะแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลให้กับบุคคลที่สามที่ให้บริการในการยืนยันตัวตนและที่อยู่ของผู้ขอสินเชื่อ ในระหว่างการขอสินเชื่อ
(2) บริษัทคู่สัญญาที่เป็นนายหน้าประกันชีวิต นายหน้าประกันภัย บริษัทรับประกันภัย และบริษัทรับประกันชีวิต โดยบริษัทฯ ทำการส่งต่อและแบ่งปันข้อมูลของท่านต่อนายหน้าซึ่งได้รับใบอนุญาต ผู้รับประกันภัย การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้ท่านสามารถทำธุรกรรม และ/หรือใช้บริการที่ท่านประสงค์ได้
(3) บริษัทฯ จะแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัทว่าจ้างภายนอก ที่ให้บริการ โอน   รับโอน กรรมสิทธิ์รถยนต์ และ งานทะเบียนรถยนต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
(4) บริษัทฯ จะแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัทว่าจ้างภายนอก ที่ให้บริการด้านติดตามทวงถามหนี้
(5) บริษัทฯ จะแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัทที่ปรึกษาภายนอก ที่ให้บริการคำปรึกษาทางด้านกฎหมาย และเป็นผู้กระทำการแทนบริษัทฯ ในการปฏิบัติตามหน้าที่และสามารถบังคับตามสิทธิที่มีตามสัญญา ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดสัญญา
(6) บริษัทฯ จะเปิดเผยข้อมูลแก่ธนาคารพาณิชย์ที่บริษัทฯ ติดต่อธุรกรรมทางการเงิน เพื่อช่วยในการดำเนินการรับชำระเงิน การจ่ายเงิน และการคืนเงิน รวมถึงการยืนยันความเป็นตัวตนของเจ้าบัญชี ตรวจสอบบัญชีลูกค้า การเคลื่อนไหวทางบัญชีลูกค้า และการยินยอมให้บริษัทฯ หักค่างวดผ่านบัญชีลูกค้าได้
(7) บริษัทฯ จะแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลให้กับบุคคลที่สามซึ่งให้บริการเกี่ยวกับการแนะนำลูกค้าให้กับบริษัทฯ และ/หรือรวมถึงการให้บริการปิดบัญชีให้กับกลุ่มลูกค้าที่ขอสินเชื่อกับทางบริษัทฯ
(8) การเปิดเผยข้อมูลให้แก่พนักงานผู้ที่ได้รับอนุญาตจากบริษัทฯ  ผู้สอบบัญชีหรือผู้ตรวจสอบภายนอก เพื่อดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชี การให้คำปรึกษาด้านภาษี รวมถึงทนายความ และที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในในด้านอื่น ๆ ซึ่งให้คำปรึกษาและช่วยเหลือบริษัทเกี่ยวกับการดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงข้อพิพาทใด ๆ ที่บริษัทฯ อาจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
(9) บริษัทฯ จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลที่สามที่ให้บริการแอปพลิเคชัน/ฟังก์ชัน การประมวลผลข้อมูล หรือบริการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ  และการให้เช่าซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการสารสนเทศภายในบริษัทฯ รวมถึงการสำรองข้อมูล การรักษาความปลอดภัยและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ที่รองรับและอำนวยความสะดวกในการทำงานโดยจะตั้งอยู่ที่ศูนย์ข้อมูลที่ปลอดภัย ทั้งนี้ บริษัทฯ อาจแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บุคคลที่สามช่วยเหลือเราในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก
(10) บริษัทฯ อาจจะแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลให้กับผู้รับจ้างซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยเหลือเราในการบริการด้านการตลาดและการโฆษณาผ่าน Facebook หรือ Google หรือเครื่องมือโฆษณาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และบริการของ บริษัทฯ
(11) บริษัทฯ จะแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลของคุณให้กับพันธมิตรทางธุรกิจและผู้รับจ้าง เมื่อมีการจัดงานกิจกรรม ผู้ให้บริการซึ่งเป็นบุคคลที่สามจะช่วยเหลือเราในการดำเนินการและจัดการกิจกรรมดังกล่าว โดยจะแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อใช้กับกรณีที่เกี่ยวข้องกับงานกิจกรรมนั้น ๆ

(12) องค์กรอื่น ๆ ที่กฎหมายระบุให้ต้องแบ่งปันข้อมูลด้วย ดังต่อไปนี้

        1. ปฏิบัติตามคำสั่งศาล หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานราชการ เมื่อได้รับการร้องขอเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาคดี หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ตามที่กฎหมายกำหนด
        2. การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลแก่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ที่บริษัทฯ เป็นสมาชิก
        3. การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นไปเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อการสอบสวนหรือการดำเนินการทางกฎหมาย
        4. การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายหรือตามคำสั่งของหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานกำกับดูแล
        5. การเปิดเผยข้อมูลให้แก่บุคคลภายนอกที่บริษัทฯ ได้รับความยินยอมจากท่านให้เปิดเผยข้อมูลของท่านให้แก่บุคคลดังกล่าวได้

หมายเหตุ: ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมหรือสนับสนุนวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่สามแต่อย่างใด และนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ จะใช้บังคับกับข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ เป็นผู้เก็บรวบรวมผ่านทางพนักงานของบริษัทฯ การให้บริการของบริษัทฯ และ/หรือที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัทฯ เท่านั้น โดยจะไม่บังคับใช้กับบุคคลที่สามและผู้ให้บริการซึ่งเป็นบุคคลที่สาม

6. การเก็บรักษาข้อมูล

          บริษัทฯ จะจัดเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไว้สูงสุดเป็นเวลา 10 ปี หลังจากที่สิ้นสุดการทำธุรกรรมตามสัญญา สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้าทางธุรกิจไว้สูงสูดเป็นเวลา 10 ปี หลังจากสิ้นสุดการให้บริการ และสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขายสินค้า/บริการจะเก็บไว้เป็นเวลา 5 ปี นับจากวันสุดท้ายของปีงบประมาณนั้น

          อย่างไรก็ตามท่านมีสิทธิที่จะแจ้งให้บริษัทฯ ทราบหากท่านต้องการที่จะลบข้อมูลของท่านไม่ว่าเวลาใด ๆ ก็ตาม โปรดติดต่อบริษัทฯ ตามรายละเอียด [ข้อ 11. ช่องทางการติดต่อบริษัทฯ]

 

 

7. การโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ

          ในกรณีที่ท่านให้ความยินยอมในการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ บริษัทฯ อาจทำการส่งข้อมูลของท่านไปยังผู้ถือหุ้นหลัก ผู้ถือหุ้นหลัก โอเรียนท์ คอร์เปอเรชั่น  ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำหนดตัวตนได้แน่นอนและมีนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานเดียวกับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ

8. ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

8.1 บริษัทฯ จัดให้มีการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อรับรองแก่ท่านว่าข้อมูลส่วนบุคคลของท่านนั้น ได้รับการคุ้มครองและรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ บริษัทใช้มาตรการการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต การจัดเก็บ การใช้ การเปิดเผย การคัดลอก การดัดแปลง การรั่วไหล การสูญหาย ความเสียหาย และ/หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่บุคคลภายนอกใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากเหตุที่บริษัทฯ ไม่สามารถควบคุมได้

8.2 กรณีมีเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทฯ จะแจ้งเหตุแก่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทราบโดยไม่ชักช้า โดยจะต้องไม่เกิน 72 ชั่วโมง เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

9. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

9.1 สิทธิในการขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับท่าน

ท่านมีสิทธิที่จะขอการรับรองหรือยืนยันว่าบริษัทฯ ได้นำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปดำเนินการใด ๆ หรือไม่ ในบางกรณีนี้ท่านอาจสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับการประมวลผล และสิทธิในการขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ ได้จัดเก็บไว้รวมถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับวิธีที่บริษัทฯ ใช้ข้อมูลนั้น

9.2 สิทธิขอให้ส่งข้อมูลส่วนบุคคลหรือโอนไปยังบุคคลอื่นโดยอัตโนมัติ

ในบางสถานการณ์ท่านมีสิทธิที่จะร้องขอให้บริษัทฯ ช่วยโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคคลอื่นตามคำขอของท่าน

หมายเหตุ: บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของข้อมูลที่ได้ส่งต่อให้แก่บุคคลอื่น

9.3 สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

ในกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ เก็บไว้ไม่ถูกต้องตรงกับความจริง หรือข้อมูลไม่อัพเดตเป็นปัจจุบัน ท่านสามารถขอปรับปรุงหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลของท่านได้

9.4 สิทธิในการขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคล

ท่านมีสิทธิที่จะขอให้บริษัทฯ ทำการลบข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯ จะทำการประเมินว่าคำขอของท่านควรจะได้รับการปฏิบัติหรือไม่ภายใต้สิทธิตามกฎหมายหรือข้อผูกพันตามสัญญาใดๆ ที่ทำให้บริษัทฯ จำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลของท่านไว้ตามสถานการณ์ที่สอดคล้องกับข้อกฎหมาย ทั้งนี้ เมื่อบริษัทฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าคำขอให้ลบข้อมูลของท่านจะต้องได้รับการปฏิบัติ บริษัทฯ จะปฏิบัติตามคำขอทันที อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลของท่านถูกลบทิ้งไปตามคำขอของท่าน ทางบริษัทฯ จะไม่สามารถให้บริการท่านได้อีกต่อไป

บริษัทฯ จะทำการลบข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ในกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไม่มีความจำเป็นเกี่ยวข้องต่อวัตถุประสงค์ที่ถูกจัดเก็บหรือประมวลผลอีกต่อไป ตามรายละเอียด [ข้อ 6. ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูล] และรวมถึงในกรณีที่ท่านถอนความยินยอม หรือในกรณีการประมวลผลนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9.5 สิทธิขอให้ระงับการประมวลผลข้อมูล

ในบางสถานการณ์ท่านมีสิทธิที่จะจำกัดการประมวลผลจากเรา ในกรณีใดกรณีหนึ่งหากปรากฎเงื่อนไขดังต่อไปนี้

        1. ความถูกต้องของข้อมูลของท่านถูกโต้แย้ง
        2. การประมวลผลข้อมูลของท่านผิดกฎหมาย
        3. ข้อมูลของท่านไม่มีความจำเป็นต่อการประมวลผลของบริษัทฯอีกต่อไป

หมายเหตุ: ในกรณีที่กฎหมายบังคับให้ประมวลผลข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนั้น บริษัทฯ อาจใช้ข้อมูลดังกล่าวอีกครั้งสำหรับการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดี หรือเพื่อการป้องกันอื่น ๆ

9.6 สิทธิในการคัดค้านการประมวลผล

บริษัทฯ ทำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามสิทธิของบริษัทฯ ที่ชอบตามกฎหมาย หรือตามรายละเอียด [ข้อ 4. วัตถุประสงค์ในการรวบรวม ใช้ และประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล] และทั้งนี้ท่านมีสิทธิที่จะคัดค้านการประมวลผลข้อมูลข้อมูลของท่านเมื่อใดก็ได้

เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของท่าน บริษัทฯ จะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมโดยจะทำการยืนยันตัวตนของท่านก่อนอนุญาตให้ท่านเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน บริษัทฯ จะพยายามดำเนินการตรวจสอบในทันที และ ตอบสนองตามคำขอของท่านตามที่กฎหมายกำหนด  หากท่านต้องการใช้สิทธิใด ๆ ดังกล่าวข้างต้น กรุณาติดต่อบริษัทฯ ตามรายละเอียด [ข้อ11. ช่องทางการติดต่อบริษัทฯ]

10. การเปลี่ยนแปลงและทบทวนนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้

          บริษัทฯ อาจมีการทบทวนนโยบายฉบับนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้เหมาะสม สอดคล้อง กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป  บริษัทฯ อาจปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของนโยบายฉบับนี้เป็นครั้งคราว หากบริษัทฯ ทำการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯ จะแสดงรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงบนหน้าเว็บไซต์ของบริษัทฯ และหรือประกาศเป็นหนังสือให้ทราบ

 

11. ช่องทางการติดต่อบริษัทฯ

          หากท่านมีความประสงค์จะใช้สิทธิอย่างใดตามที่ระบุไว้ใน [ข้อ 9. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล] หรือมีคำถาม ข้อเสนอแนะ ข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับนโยบายฉบับนี้ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่บริษัทฯ ใช้ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านสามารถติดต่อบริษัทฯ ดังต่อไปนี้

ช่องทางการติดต่อบริษัทฯ

บริษัท โอริโค่ ออโต้ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

ที่อยู่สำนักงานใหญ่ : 689 ภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ ชั้น 17 ห้องเลขที่ 17021703, 17051707

ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110 

[ส่วนงานบริการลูกค้า]

หมายเลขติดต่อ 020265844  (วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 17.30 น.)

12. การบังคับใช้นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

          นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านทั้งหมดที่บริษัทฯ เป็นผู้เก็บรวบรวม ใช้ ประมวลผล แบ่งปันและหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล  โดยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอาจเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ ได้จัดเก็บรวบรวมไว้แล้วในอดีต และหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านได้ตกลงยินยอมให้บริษัทฯ มีสิทธิในการเก็บรวบรวมในปัจจุบัน และข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่จะได้มีการจัดเก็บในอนาคต  ทั้งนี้รวมไปถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ ได้รวบรวมไว้แล้ว (หากมี) ซึ่งอาจได้จากแหล่งข้อมูลอื่น

          ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการออกกฎ หลักเกณฑ์ ประกาศ และหรือระเบียบใด ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการบังคับใช้นโยบายฉบับนี้  หากปรากฏว่านโยบายฉบับนี้มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับกฎหมาย และหรือกฎ หลักเกณฑ์ ประกาศ และหรือระเบียบใด ๆ ที่ออกมาใช้บังคับภายหลัง การใช้บังคับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในส่วนดังกล่าวนั้น ให้ใช้บังคับตามเนื้อหาของกฎหมาย และหรือ กฎ หลักเกณฑ์ ประกาศ และหรือระเบียบใด ๆ ที่ออกมาในภายหลังและมีผลใช้บังคับอยู่ ณ ขณะนั้น

13. วันที่มีผลใช้บังคับ

          นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป